Open Source Software Network
“เครือข่ายซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส” (Open S ource Software Network) เช่น เครือข่ายมหาวิทาลัย เครือข่ายโรงเรียน เครือข่าย สวทช.ภาคเหนือ เครือข่ายSIPA เชียงใหม่ เป็นต้น
องค์กรที่ร่วมลงนามได้แก่
1.เนคเทค
2.สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
3.เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย
4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
5.สมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์ส
6.พันธมิตรไทยโอเพนซอร์ส
7.กลุ่มอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
8.สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
9.สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย
10.สภาวิชาชีพผู้ดูแลเว็บไทย
11.ฝ่ายงานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน
12.บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด
13.บริษัท NEC ประเทศไทย จำกัด
14.บริษัท MSL Software จำกัด
15.บริษัท Marvelic Engine จำกัด
16. บริษัท ไอซ์ โซลูชั่น จำกัด
17. บริษัท โอเพนซอร์ส ดิเวลอปเมนต์ จำกัด
18.มหาวิทยาลัยบูรพา
19.มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
20.สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
21.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
22.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
23.มหาวิทยาลัยนครพนม
24.ศูนย์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และ
25.กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นต้น
วีดีโองานสัมมนาบทบาทของ SIPA ที่มีต่อซอฟแวร์โอเพนซอร์ส Open Source Day 2008 EGAT
หัวข้อสัมมนา:แนะนำ SIPA และบทบาทของ SIPA ที่มีต่อซอฟแวร์โอเพนซอร์ส
วันที่: วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2551
สถานที่: การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (บางกรวย)
Streaming by: คุณวุฒิพร เอี่ยมจิตกุศล (เจ้าหน้าที่ฝ่ายโอเพนซอร์สซิป้า)
ผู้บรรยาย:คุณไพฑูรย์ บุตรี
ตำแหน่ง:ผู้จัดการฝ่ายโอเพนซอร์ส สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟแวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)
รายละเอียดการสัมนา:
- แนะนำภาพรวมองค์กรสำนักงานส่งเสริมอุตสากรรมซอฟแวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน)
- บทบาทและหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมอุตสากรรมซอฟแวร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) ทีมี ต่อซอฟแวร์โอเพนซอร์ส
วีดีโอ : http://www.thaiopensource.org/node/523
พันธมิตรไทยโอเพนซอร์ส
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) จับมือกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเอกชนต่างๆ จัดตั้งพันธมิตรไทยโอเพนซอร์ส (Thai Open Source Alliance: TOSA) เพื่อส่งเสริมการใช้งาน และสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส
นางเครือวัลย์ สมณะ ประธานกรรมการ สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า เปิดเผยในระหว่างการลงนามบันทึกความร่วมมือของสมาชิกพันธมิตรไทยโอเพนซอร์ส (TOSA) ว่า ปัจจุบันองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประสบปัญหาการใช้งานซอฟต์แวร์ทั้งจากซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการนำเข้าซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ ซึ่งคิดเป็นเงินมูลค่าสูงมาก ซิป้าเห็นว่าในการใช้งานซอฟต์แวร์บางประเภท สามารถนำโอเพนซอร์สเข้ามาช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และส่งผลดีระยะยาวต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศ
อย่างไรก็ตามการใช้งานโอเพนซอร์สยังทำได้ไม่เต็มรูปแบบนัก เนื่องจากยังขาดผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค และผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจเองยังไม่เข้าใจประโยชน์ของโอเพนซอร์สมากเท่าที่ควร ซิป้าจึงร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะภาคการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยมหาวิทยาลัยหลายแห่ง จัดตั้งพันธมิตรไทยโอเพนซอร์สขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และร่วมเป็นเครือข่ายในการสร้างกิจกรรมเกี่ยวกับโอเพนซอร์ส
“ซิป้าเองได้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับโอเพนซอร์สมาตลอด ปีที่แล้วซิป้าได้เน้นการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปรู้จักกับโอเพนซอร์สผ่านทางชุดซีดีรวมโปรแกรมจันทรา ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ในปีนี้ซิป้าจึงตั้งคำถามว่าเมื่อคนส่วนมากรู้จักแล้ว จะชักจูงคนนำโอเพนซอร์สมาใช้งานจริงได้อย่างไร ปีนี้เราจึงเน้นการจัดทำสื่อการสอนและคู่มือของซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นจำนวนหลายตัว และเตรียมเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปในช่วงประมาณกลางปี
การก่อตั้งพันธมิตรไทยโอเพนซอร์สนี้จะช่วยให้เกิดการส่งเสริมการใช้งานโอเพนซอร์สมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยต่างๆ เมื่อนิสิตนักศึกษาได้มีประสบการณ์ในการใช้งานโอเพนซอร์สในระดับมหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษาไปแล้วก็พร้อมที่จะใช้งานโอเพนซอร์สภายในบริษัทได้ทันที ซิป้ายังขอเชิญชวนให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานที่สนใจ มาเข้าร่วมพันธมิตรไทยโอเพนซอร์สเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา” นางเครือวัลย์กล่าว
การลงนามความร่วมมือของสมาชิกพันธมิตรไทยโอเพนซอร์ส (TOSA) ในครั้งนี้ ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยสยาม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด บริษัท ไอซ์ โซลูชั่น จำกัด และบริษัท ควิก มีเดีย จำกัด โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นประธาน และสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
กระแสการใช้ซอฟต์แวร์ open source เพิ่งมาแรงสำหรับกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ระดับโฮมยูสในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังเกตได้จากการขายคอมพิวเตอร์ของบรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่างๆ หันมาขายเครื่องพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งส่งผลให้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ชุด โดยรวมแล้วถูกลงกว่าการขายคู่กับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์
กระแสการใช้ซอฟต์แวร์ open source เพิ่งมาแรงสำหรับกลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ระดับโฮมยูสในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สังเกตได้จากการขายคอมพิวเตอร์ของบรรดาผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยี่ห้อต่างๆ หันมาขายเครื่องพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งส่งผลให้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 ชุด โดยรวมแล้วถูกลงกว่าการขายคู่กับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์
นี่ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คนไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้ open source แต่สำหรับ ผู้ชายคนนี้ คุณปิยะ สมบุญสำราญ ปัจจุบันทำงานตำแหน่งวิศวกรระดับ 6 แผนกวางแผนและออกแบบระบบอินเทอร์เน็ต กองศูนย์อินเทอร์เน็ต สำนักงานวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มือดีในจากไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย องค์กรที่ให้แสงสว่างแก่คนไทยทั้งประเทศ ใช้ชีวิตการทำงานทั้งชีวิต ภายหลังจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า สถาบันที่มีชื่อเสียงในการใช้ open source ทั้งจากอดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเดินสายบรรยายให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Linux และระบบเครือข่าย open source จนทำให้เกิดผู้สนใจด้าน open source ในประเทศไทยอีกมากมาย และยังเป็น 1 ใน 3 ของคนไทยที่ผ่านการทดสอบความรู้ความสามารถ RHCE (RedHat Certify Engineer) เป็นใบรับรองความสามารถของ Linux ที่ออกโดยบริษัท เรดเฮท ซึ่งต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเอากลับมาจากสิงคโปร์โน่น
เริ่มใช้ระบบปฏิบัติการ open source ได้อย่างไร
คุณปิยะบอกกับกองบรรณาธิการเราถึงที่มาของการเริ่มทำความรู้จักกับระบบปฏิบัติการ Linux ว่า จากหน้าที่รับผิดชอบหลัก ซึ่งต้องทำหน้าที่ดูแลระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อบริการให้กับพนักงานในองค์กร ในการทำงานรับใช้ประชาชน แต่หากองค์กรขนาดใหญ่แบบนี้ต้องลงทุนซื้อระบบ server สำหรับบริหารจัดการเว็บไซต์ หรือบริหารจัดการอีเมล์ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วหละก็ อาจทำให้คนไทยต้องเสียค่าไฟในอัตราที่แพงกว่านี้เป็นแน่แท้ ฉะนั้น ด้วยหน้าที่ และสำนึกในการช่วยองค์กรประหยัด การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงมีนโยบายในการใช้ระบบแบบประหยัด คือพยายาหาทางเลือกใช้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ แต่ไม่ได้ไปใช้ของเถื่อนของผิดกฏหมายใดๆ เพียงแค่ ผู้ดูแลระบบต้องขยันและหาความรู้เพิ่มเติม จึงเริ่มมีการนำระบบ open source เข้มาใช้ใน กฟผ. เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2537 และในการใช้ซอฟต์แวร์ open source และสำหรับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เลือกใช้ระบบปฏิบัติการ
นอกจากนี้ยังมีระบบอินทราเน็ตที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกในระบบบริหารจัดการองค์กรได้เป็นอย่างดี อาทิ ระบบสวัสดิการพนักงาน พนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่อยู่ทั่วประเทศไทยสามารถตรวจสอบสถานภาพด้านสวัสดิการของตนเองผ่านระบบอินทราเน็ต จะทำให้รู้ถึงสิทธิของตนเองในการขอลาหยุด ลาป่วย การกู้ยืมเงิน ฯลฯ โดยระบบมีความทันสมัยถึงขั้นการพิมพ์ใบลาออนไลน์ ช่วยให้องค์กรไม่ต้องเสียงบประมาณในการสั่งพิมพ์เอกสารในกระดาษ โดยระบบนี้ทำงานบนซอฟต์แวร์ open source ทั้งสิ้น นอกจากนี้ในระบบยังสามารถค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ปฏิบัติงานในแต่ละแผนก ได้ตามชื่อนามสกุล แผนก และในวันที่กองบรรณาธิการไปสัมภาษณ์ คุณปิยะ เห็นว่ามีอุปกรณ์ voice over IP กำลังตั้งระเกะระกะ ก็ไม่แน่ใจว่า จะใช้สำหรับโทรคุยกันในองค์กรเลยหรือเปล่า เนื่องจากระบบนี้ยังไม่ใช้กันอย่างเป็นรูปเป็นร่างในประเทศไทย เพราะว่า ต้องขออนุญาตกันให้เรียบร้อยเสียก่อน แต่เราคงยังไม่คุยเรื่องนี้กันในตอนนี้ กลับมาดูที่ความทันสมัยของระบบริหารจัดการภายใน กฟผ. กันต่อดีกว่า
แล้ว user ในองค์กรทราบหรือไม่ว่ากำลังใช้ open source อยู่
ส่วนใหญ่ก็จะไม่ทราบเนื่องจากใน กฟผ. เรานำ open source มาใช้ในส่วนของเซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตเป็นหลัก และงานในระดับยูสเซอร์จะมีลักษณะเป็นเว็บเซอร์วิส ทำให้ผู้ใช้จะไม่รู้สึกเลยว่า โปรแกรมที่ใช้อยู่นั้นวิ่งอยู่บนระบบปฏิบัติการอะไร แต่เครื่องในระดับไคลเอ็นต์ใช้วินโดวส์ถูกกฏหมายหรือไม่ เพียงแต่มีการใช้ผ่านระบบเว็บนั่นเองจึงทำให้ การใช้งานต่างโอเอสสามารถทำงานกันได้ และทางฝ่ายก็มีการอบรมพนักงานในระดับ officer เป็นระยะ ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของแผนก เช่นกัน ยังไม่ได้บอกว่าที่นี่เรามีเว็บไซต์ของแต่ละแผนกเอง ซึ่งหากแผนกไหนมีความสามารถบริหารเซิร์ฟเวอร์และระบบเองได้ เราก็จะปล่อยให้เค้าดูแลกันเอง ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าเค้าจะเลือกใช้ระบบใดก็ได้ตามแต่ถนัด แต่หากแผนกไหนต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะเข้าไปดูแลในสิ่งที่เค้าต้องการ เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว เมื่อเป็นเว็บไซต์กันหมดในแต่ละแผนก ก็จะสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้
มีหน่วยงานอื่นมาขอดูงานที่ กฟผ. บ้างหรือไม่
เราได้รับเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ในการขอเข้าชมระบบหลายครั้ง และได้รับการยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของหน่วยงานภาครัฐในการนำ open source มาใช้ในองค์กร ซึ่งตรงนี้ส่งผลให้ กฟผ.มีภาพพจน์ดีขึ้น เมื่อมีการพูดถึง open source ก็จะมีคนนึกถึง กฟผ. เราก็จะได้ตอบคำถามในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น และยังได้รับเชิญไปบรรยายให้กับภายนอกฟังเช่นกัน ซึ่งนับเป็นสิ่งดีที่ทำให้หน่วยงานเรามีชื่อเสียง และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้หันมาใช้ระบบที่ไม่ต้องซื้อจากต่างชาติในราคาแพง
มีโครงการจะนำ open source ไปใช้ในส่วนอื่นนอกเหนือจากนี้หรือไม่
แน่นอนเรามีโครงการจะนำ open source ไปใช้ให้ครบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นไปได้ ก็คงจะเริ่มจากเซิร์ฟเวอร์ แล้วหันไปสู่เครื่องเดสก์ทอป ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรแล้วสำหรับในตอนนี้ เพราะเริ่มมีการใช้ในระดับเดสก์ทอปมากขึ้น ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ก็เริ่มมีใช้กันมากขึ้น
การใช้ open source ช่วยประหยัดได้เท่าไหร่
หากจะคำนวณ กันนี่ค่อนข้างลำบากหน่อย เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์มันก็มีอยู่หลายแบบ แต่หลักๆ เลยก็จะช่วยประหยัดเครื่องเซิร์ฟเวอร์ประมาณ 100,000 บาท ต่อเครื่อง ส่วนเครื่องเดสก์ทอปก็ประมาณ 20,000 บาทต่อเครื่อง
มีคำแนะนำสำหรับองค์กรอื่นๆอย่างไรหากจะหันมาใช้ open source บ้าง
การนำ open source เข้ามาใช้งานอย่างได้ผลต้องอาศัยความร่วมมือของคนสองกลุ่มคือ ผู้บริหารและผู้ดูแลระบบ ซึ่งผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาและใช้งาน open source ถ้าต้องมีการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ใดในหน่วยงานก็พยายามสนับสนุนให้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ประเภท open source ก่อน และคงต้องทำความเข้าใจให้กับพนักงานทั่วไปถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งาน open source
ส่วนผู้ดูแลระบบเครือข่ายหรือ Admin นั้นจะเป็นกำลังสำคัญในการใช้งาน open source เนื่องจากเป็นผู้ที่จะเรียนรู้การใช้งาน open source ได้ดีกว่าผู้ใช้งานทั่วไป ต้องพยายามทำตัวเองให้เป็นตัวอย่างในการใช้งาน open source ที่สำคัญต้องต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับ open source ให้กับผู้ใช้งานทั่วไปด้วย และอยากแนะนำให้ทดลองใช้งาน open source กับเซิร์ฟเวอร์ก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายไปที่เครื่องเดสก์ทอปจะได้ผลมากกว่า
อ้างอิงจาก
-
หนังสือ SCIENCE in action ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 52
-
http://www.ossn.or.th/web/content/view/2/1/
-
http://www.thaiopensource.org/
-
http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2003&ofsm=1&id=WinMag&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=114&element_id=406050&mag_g=&g3as=
-
http://www.thaipr.net/nc/readnews.aspx?newsid=B669AA48122533339C2C741E413F41F7

